Author Archives: yulai

กลาเซียร์ 3000

หากท่านเป็นหนึ่งในคนที่รักการเล่นกีฬาสกี กลาเซียร์ 3000 ก็เปรียบเสมือนสวรรค์บนดินดีๆนี่เอง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ณ สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยเขตภูเขาเพื่อเล่นสกีโดยเฉพาะถึงสามเขต ด้วยความยาวของระยะทางสกีรวมกันถึง 125 กิโลเมตรที่ระดับความสูง 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มันจึงเป็นเสมือนสนามเด็กเล่นของคอสกีนั่นเอง หนทางเดียวที่จะพาท่านขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของกลาเซียร์ 3000 ก็คือโดยกระเช้าไฟฟ้าที่สามารถมองเห็นทรรศนีย์ภาพได้แบบ 360 องศา ระหว่างทางที่กระเช้าค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสู่ยอดเขานั้น ท่านจะตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติของหุบเขา โตรกผา ธารนำแข็ง และหิมะที่ปกคลุมเขาโพลนไปทุกทิศทุกทางจนสุดลูกหูลูกตา ณ ที่ปลายสุดของการเดินทาง ลานหิมะกว้างต่างพร้อมอ้าแขนต้อนรับการมาเยือนจากนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ภาพยอดเขาสูงในตำนานของสวิสเซอร์แลนด์ ได้แก่ จุงเฟราน์, แมทเทอร์ฮอร์น และ มองท์ บลังซ์ จะปรากฏสู่สายตาได้อย่างชัดเจน ลำพังเพียงแค่ชื่นชมดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงามก็แทบจะหยุดลมหายใจได้แล้ว กลาเซียร์ 3000 ยังมีร้านอาหารสุดหรู Botta

Padova

อิตาลีประเทศที่ใครหลายคนต่างใฝ่ฝันว่าในช่วงชีวิตนี้จะต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นคำขอที่มากจนเกินเลยไป แต่หากจะมีใครรู้หรือไม่ว่าที่ทางตอนเหนือของประเทศยังมีเมืองน่ารักและแสนโรแมนติกซุกซ่อนตัวอยู่ให้ห่างไกลจากสายตาผู้คน พาโดวา หรือ พาตัว (Padova) คือชื่อเรียกขานของมัน จะเรียกพาโดวา ว่าเป็นเมืองเล็กก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปาก เพราะมันมีชาวเมืองอาศัยอยู่มากกว่าสองแสนคน และยังพ่วงตำแหน่งเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต้ไว้อีกด้วย บางครั้งพาโดว่าก็ถูกโยงพ่วงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวนิส นั่นยิ่งทำให้มันกลายเป็นเมืองที่มีขนาดของประชากรที่มากถึงกว่าล้านหกแสนคนเลยทีเดียว แต่อย่าปล่อยให้จำนวนตัวเลขของประชากรมาหลอกลวงคุณได้ เพราะพาโดวานั้นมีดีในตัวเองอยู่อย่างเหลือเฟือ ยังจำความรู้สึกแรกที่ได้มาเยือนดินแดนแห่งสีสันได้ดี ณ ที่แห่งนี้ บ้านเรือนได้รับการวางผังเมืองไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ลำคลองสายเล็กๆที่ลัดเลาะผ่านตัวเมือง เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้แขกผู้มาเยือนต่างยินดีที่จะใช้เวลาเดินทอดน่องไปตามริมทางเดินเล็กๆ สลับกับบ้านสองชั้นก่ออิฐถือปูนสีสวย บ้านสีเหลืองนวล ตัดกับสีโอรสหวานฉ่ำที่ตั้งอยู่ข้างเคียง เป็นอะไรที่ทำให้ต้องตกหลุมรักยามเมื่อแรกเห็น สะพานเล็กๆที่ทอดข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังฝั่งตรงข้ามมีให้เห็นเป็นระยะๆ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ต่างพร้อมใจกันหยุดถ่ายรูปที่กลางสะพานโดยมีฉากหลังเป็นทิวบ้านเรียงรายสองฝั่งคลองสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าด้วยต้นไม้สีสดที่ปลูกไว้ในกระถางที่วางแซมไว้ตามหน้าต่างไม้บานไม่ใหญ่โต หากใครที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมแบบเรเนอซองส์ รับรองว่าท่านจะต้องตกหลุมรักพาโดวาอย่างเต็มหัวใจ เพราะสถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยงานสถาปัตยกรรมที่ช่างฝีมือเอกของยุคได้ทิ้งผลงานของตนเองไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมกันอย่างจุใจ ณ ช่วงเวลาหนึ่งแห่งยุคกลาง ศิลปะแบบไบเซนไทน์ที่เฟื่องฟูมากว่าร้อยปี ได้ถูกแทนที่ด้วยเรเนอซองส์สถาปัตยกรรมที่มีความอ่อนช้อยงดงาม ภาพวาดแบบเฟรสโก โดยการวาดภาพฝาผนังด้วยสีสันสดใสลงบนพื้นปูนเปียก เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เมื่อพูดถึงงานภาพวาดแบบเฟรสโก สถานที่สำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับพาโดวาอย่างมากมายเห็นจะไม่มีที่ใดเกินหน้าเกินตาโบสถ์

ไฮเดลเบิร์ก

ไฮเดลเบิร์ก เมืองเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกลางที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต เมื่อแรกที่ได้ท่องโลกมาจนถึงที่แห่งนี้ ความรู้สึกมันบอกกับตัวเองในทันทีว่า ที่นี่ช่างเป็นเมืองที่สุดแสนจะสวยงามและโรแมนติกเหลือเกิน!!! อันเนื่องมาจากความเขียวครึ้มของป่าเขาที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความสดชื่น และแฝงถึงความน่าติดตามค้นหาความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในที ปราสาทหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าน่าเกรงขามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง ทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการผู้ปกป้องชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย การจัดวางภูมิสถาปัตย์นั้นต้องบอกว่า บรรพบุรุษที่เลือกทำเลชัยแห่งนี้ช่างมีสายตาที่ยาวไกลเสียเหลือเกิน เพราะตัวเมืองเก่ามีแม่น้ำเนกคาร์ที่เป็นเสมือนสายเลือดหลักในการหล่อเลี้ยงชุมชนไหลผ่านตลอดทั่วทั้งตัวเมือง ที่ด้านหลังกลับมีฉากของขุนเขาสูงใหญ่หนุนเป็นปราการสำคัญไม่ให้ข้าศึกศัตรูนั้นแอบลอบเข้ามาได้โดยง่าย ด้วยความสวยงาม สง่า และสงบของเมือง สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนได้ทุกครา ถึงกับมีบทกวีที่แต่งให้กับความงดงามนี้ว่า “Inc hab mein Herz in Heidelberg verloren” I lost my heart in Heidelberg หากได้มาสัมผัสซักครั้ง ก็จะเข้าใจว่าเหตุใดเนื้อร้องบทนี้จึงเป็นสิ่งที่คู่ควรกับไฮเดลเบิร์กเป็นอย่างยิ่ง เมืองไฮเดลเบอร์กนั้นสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากมหาสงครามโลกครั้งที่สองมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ตัวปราสาท Schloss Heidelberg ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงกลับมิได้โชคดีเช่นนั้น เพราะตลอดช่วงอายุของมันที่ Prince

คาร์โลวี วารี

หากเราไปเยือนคาร์โลวี วารี ยามหน้าหนาว ระหว่างทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองนั้น สิ่งที่เราจะพบเจอก็คือหิมะที่ขาวโพลน พื้นที่ราบกว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปในทิศทางใดก็จะเจอแต่สีเทาหม่นของบรรยากาศที่รายล้อมตัว ชวนให้หวนคิดถึงใครบางคนที่รอคอยอยู่ ณ ที่สุดปลายฟ้า…ด้วยบรรยากาศที่เมืองแห่งนี้มอบให้แก่ผู้มาเยือนยามเหมันต์ฤดูนั้น มันช่างทำให้เกิดความเหงาเข้าไปถึงขั้วหัวใจ แต่จุดเล็กๆที่เป็นดั่งแสงเทียนที่ปรากฏในระยะไกลๆนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้ชีวิตนี้สดใสขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ คาร์โลวี วารี เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่บนที่ราบหุบเขาของประเทศสาธารณะเช็ค ทอดตัวยาวไปตามแม่น้ำเทปา แม่น้ำสายเล็กๆที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองให้มีความอุดมสมบูรณ์อันเนื่องมาจากแม่น้ำสายนี้ได้พัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆมาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้คาร์โลวี วารี มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในเรื่องของการอาบน้ำแร่ที่มีคุณสมบัติทางการบำบัดโรคร้ายต่างๆ แม้กระทั่งกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทั้งของยุโรปและเอเชียต่างก็ต้องเสด็จมาถึงดินแดนแห่งนี้ นอกจากความมีชื่อเสียงของการมีบ่อน้ำแร่ที่มีอยู่มากมาย คาร์โลวี วารี ยังโด่งดังในเรื่องของความน่ารักของตัวอาคารสถาปัตยกรรมอีกด้วย บ้านเรือนที่ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ด้วยความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอาคารสไตล์บารอคสีพาสเทลสดใส ส้ม ชมพู เหลือง จะทำให้ผู้ที่พบเห็นนั้นถึงกับต้องหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกกันตลอดความยาวของถนนเลยทีเดียว อาคารบ้านเรือนจะทอดตัวไปตามริมฝั่งแม่น้ำที่ตัดแบ่งออกเป็นฝั่งซ้ายและขวา หากเริ่มเดินจากหัวถนน เราก็จะพบกับโรงแรม Grand Hotel Pupp ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของความหรูหราและเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ต่างๆเมื่อเสด็จมาเยือนที่แห่งนี้ เมื่อเดินลัดเลาะริมฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆ

โพซิตาโน่

เมืองชาวประมงเล็กๆ ที่อยู่ในจังหวัดซาเลโน แคว้นแคมพาเนีย ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนหน้าผาแคบๆ แล้วลดหลั่นกันลงมาจนถึงริมชายหาด Amalfi Coastline ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ประวิติศาสตร์ของโพซิตาโน่นั้นสามารถย้อนกลับไปได้ถึงช่วงยุคกลางโดยที่เมืองแห่งนี้มีความเจริญสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 16 – 17 แล้วอยู่มาวันหนึ่ง การค้า การประมงที่มีความรุ่งเรืองก็เกิดการซบเทราอย่างเฉียบพลัน การประมงที่เคยทำรายได้ให้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ก็พลันหยุดชะงักลงเสมือนว่าฝูงปลาที่เคยมีอยู่มากมายนั้น ต่างพากันอพยพไปยังที่หมายปลายทางอื่น ชาวเมืองเริ่มทนความฝืดเคืองที่เกิดขึ้นนี้ต่อไปไม่ได้ จึงได้พากันเคลื่อนย้ายไปยังที่หมายใหม่ที่มีอนาคตสดใสกาววาวกว่าอย่างเช่น อเมริกาดินแดนแห่งโอกาสและความหวัง ในปัจจุบัน โพซิตาโน่หาได้เป็นอย่างเช่นในอดีต เพราะมันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีอนาคตสดใส ด้วยความสวยงามของธรรมชาติ ชายหาดที่ชวนให้นอนอาบแดด หรือเพียงแค่เดินเล่นเอาเท้าแช่น้ำทะเลสีคราม ค่าครองชีพที่ถูกกว่าเมืองพี่เมืองน้องข้างเคียงของมันอย่างอมาลฟี เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองทั่วไปในยุโรป ที่จะต้องมีโบสถ์ประจำเมืองที่สวยงาม โพซิตาโน่ก็มีซานต้า มาเรียเป็นที่เชิดหน้าชูตา ด้วยสถาปัตยกรรมแบบไบเซ็นไทน์ของศตวรรษที่ 13 และสิ่งศักดิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง รูปปั้น Black Madonna ที่มีตำนานเล่าสู่กันมาว่าโจรสลัดได้ขโมยรูปปั้นนี้มาจากพวกไบเซ็นไทน์ และเมื่อเรือล่องมาถึงอ่าวหน้าเมืองโพซิตาโน่

โลซานน์

เมืองที่เป็นเมืองหลวงของรัฐโวด์ (Vaud) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบเจนีวา หรือที่ชาวสวิสเรียกว่า ลัค เลอมอง เป็นเมืองที่มีเสน่ห์สวยงามตามธรรมชาติมากที่สุดเมืองหนึ่งของสวิสเซอร์แลนด์ และยังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวโรมันย้ายถิ่นฐานแผ่อิทธิพลเข้ามาถึงบริเวณที่ราบลุ่มแห่งนี้ แต่สำหรับชาวไทยนั้น เรามีความผูกพันกับ ณ ที่แห่งนี้สืบเนื่องมาจากการประทับอยู่ของสมเด็จย่าและพระโอรส พระธิดาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย และเป็นเครื่องจุดประกายให้ชาวไทยหันมาติดตามข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลซานน์ และตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้ โลซานน์ได้กลายเป็นหนึ่งเมืองในดวงใจที่ใครๆ ก็อยากจะได้มีโอกาสซักครั้งในชีวิตที่ได้ไปเห็นด้วยตาตนเอง ถึงสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับฟังมา มีอยู่สถานที่หนึ่งที่เราควรเข้าไปเห็นให้ได้ก็คือสวนสาธารณะเดอนีองตู อันเป็นที่ตั้งของศาลาไทยที่สร้างขึ้นมาเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. 2549 โลซานน์เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ อากาศดี เหมาะแก่การใช้ชีวิตสบายๆ ริมทะเลสาบ นั่งดูเรือใบหลากสีที่แข่งกันโชว์สีสันสดใสให้เป็นที่จำเริญตาต่อผู้พบเห็น อีกทั้งงานสถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 12 ของมหาวิหารนอร์ทเทรอดาม ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิหารแห่งโลซานน์เมื่อมาเป็นของโปรเตสแตนต์ในปี 1536 ก็ยิ่งใหญ่งดงามด้วยกระจกสีสเตนแกลส 105 บาน

ไบ รอยท์ เมืองแห่งคำสาป

ไบ รอยท์ เมืองแห่งคำสาป ศิลปะและโอเปร่า เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นบาวาเรีย มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นไบ รอยท์เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่เสมือนต้องคำสาป เพราะเมืองแห่งนี้ผ่านเรื่องร้ายๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ Hussite war เมื่อปี 1430 ที่ทำให้เมืองได้รับความเสียหายจากภัยสงคราม และต่อมาก็มาโดนโรคร้ายจากกาฬโรคเมื่อปี 1602 ทำให้ชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก แล้วก็มาโดนไฟไหม้ครั้งใหญ่อีกสองครั้งคือเมื่อปี 1605 และ 1621 แต่เมืองนี้ก็ยังไม่หมดอนาคตเสียทีเดียวเมื่อ Margrave Friedrich น้องสาวของพระเจ้าฟรีดริช ได้แต่งงานกับ Wilhelmine ซึ่งทั้งสองนั้นก็ได้เข้ามากอบกู้และพัฒนาไบ รอยท์ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ บ้านเรือนที่ ไบ รอยท์ นั้นยังคงเป็นไปตามแบบยุคกลางที่มีความสวยงามคลาสสิค สถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นอย่างมากและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของที่นี่ก็คือ Margravial Opera House

ทราไก

ลิทัวเนีย (Lithuania) เป็นหนึ่งในสามประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศทะเลบอลติก ประเทศเล็กๆที่มีสีสันน่าติดตามค้นหา จากแผนที่ในปัจจุบันจะเห็นว่าลิทัวเนียเป็นประเทศเล็กนิดเดียว แต่หากบอกว่าครั้งหนึ่งเมื่อในอดีต ประเทศเล็กๆแห่งนี้เคยยิ่งใหญ่ขนาดครองพื้นที่มากที่สุดในยุโรปมาแล้ว!!! เมื่อสมัยที่ Grand Duchy of Lithuania ได้แผ่อิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนทั้งรัสเซีย โปแลนด์ และมัลโดวามาแล้วนั้นสิ้น เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 28 กิโลเมตร ทราไก (Trakai) เมืองแห่งประวัติศาสตร์ ป่าเขา สายน้ำ และทะเลสาบแสนสวย หากใครเป็นผู้ที่หลงรักในธรรมชาติ ทราไกจะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่อยู่ในใจคุณ เมื่อแรกที่ได้ก้าวเข้าสู่ทราไกสิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่งคือบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน บ้านจะมีลักษณะชั้นเดียวแต่มีห้องใต้หลังคา และจะต้องมีหน้าต่างเพียงแค่สามบานเสมอ สีสันที่ใช้ก็สดใสดูแล้วทำให้จิตใจเบิกบานได้อย่างประหลาด นี่คือบ้านสไตล์ Karaim เป็นบ้านโบราณที่ทางการของลิทัวเนียพยายามอย่างยิ่งที่จะอนุรักษ์เอาไว้ให้ใกล้เคียงของเดิมในอดีต หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำมาถึงต้องมีหน้าต่างสามบาน? คำตอบก็คือ บานแรกหมายถึงพระเจ้า บานที่สองหมายถึงกษัตริย์ ส่วนบานที่สามหมายถึงครอบครัว ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งใช่ไหมครับ? ทราไกเป็นเมืองเล็กนิดเดียว

Tromso

นอร์เวย์เป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่มีสภาพภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด เพราะไม่ว่าจะมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนมากครั้งเพียงใดจนเลิกนับตารางการเดินทางไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสไปถึงที่แห่งนี้ ความตื่นเต้น ความสวยงามของบรรยากาศรอบตัว ก็ยังสามารถสะกดให้เราต้องตื่นตะลึงกับธรรมชาติ ขุนเขา และโตรกผาที่ตั้งสูงชัน ได้ดั่งมีมนต์ตราพิเศษมายึดตรึงเราไว้ และอีกเช่นเดียวกัน ที่เมื่อผู้คนพูดถึงนอร์เวย์ ต่างก็มักจะพากันนึกถึงความตื่นเต้นของการได้เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ North Cape ดินแดนที่ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศ สถานที่ๆเราสามารถจะมองเห็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่พระอาทิตย์จะไม่มีวันหลับใหลเมื่อฤดูร้อนหมุนเปลี่ยนเข้ามา แต่จะมีคนซักกี่คนกันเล่าที่จะทราบว่า นอร์เวย์ยังมีดีกว่าที่คุณคิด? คุณเคยได้ยินชื่อเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอย่าง Tromso บ้างไม๊? เมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแสงเหนือ เมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางทะเลมีสะพานแสนสวยทอดตัวยาวเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ เมืองที่มีภูเขาสูงใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนโอบกอดเมืองทั้งเมืองไว้ดุจดังมันกำลังปกปักรักษาสมบัติล้ำค่าไม่ให้ใครมาแย่งชิง Tromso เมืองสวยที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่มีความคุ้นเคย หากจะเดินทางไปถึงเราอาจจะต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองหลวงอย่างออสโลโดยใช้สายการบินภายในประเทศ และหากเราเดินทางมาจากภายนอกประเทศ เราอาจจะต้องใช้เวลากันกว่าครึ่งค่อนวันในการเปลี่ยนถ่ายเครื่องบิน แต่เมื่อเราได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่าง Tromso เมื่อใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจะมลายสิ้นไปในทันที เพราะความน่ารักของผู้คน ที่มีเผื่อแผ่ให้แก่คนแปลกหน้านั้นมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ด้วยรอยยิ้มชวนประทับใจ อัธยาศัยไมตรีที่พร้อมช่วยเหลือนักเดินทางพลัดถิ่นอย่างพวกเรา และเมื่อได้ใช้เวลาสำรวจอาคารบ้านเรือนที่รายล้อมอยู่รอบตัวก็จะพบว่าเรากำลังเดินทางย้อนเวลากลับสู่อดีตที่ยังคงความคลาสสิคของตัวมันเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ณ

วิลนีอุส

ถ้าพูดถึงกลุ่มประเทศบอลติก หลายคนอาจจะส่ายหัวว่าไม่รู้จัก เพราะมันเป็นประเทศเกิดใหม่เมื่อซักยี่สิบปีมานี่เองภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประกอบไปด้วยลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโธเนีย เมืองวิลนีอุส (Vilnius) เป็นเมืองหลวงของประเทศลิทัวเนีย ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเล็กๆ แต่วิลนีอุสก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกไปแล้ว เพราะความเก่าแก่ยาวนานของประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความสวยงามของอาคารสถาปัตยกรรมที่ที่มีอายุมาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง ตัวเมืองวิลนีอุสมีแม่น้ำสายเล็กๆสองสายไหลผ่านได้แก่ Neris กับ Vilnia จึงทำให้ภายในบริเวณเขตตัวเมืองเก่านั้นมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มไปทั่วทั้งเมือง และยังทำให้บรรยากาศที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำร่มรื่น อากาศเย็นสบาย โดยจะมีชาวเมืองออกมานั่งเล่นอ่านหนังสือที่ริมฝั่งแม่น้ำกันเป็นระยะๆ เมื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เขตเมืองเก่า Old Town บริเวณจัตุรัสเมืองหรือ Town Hall Square ท่านจะต้องตื่นตะลึงกับความงดงามของตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในเขตเมืองเก่านี้ สไตล์การปลูกสร้างจะเป็นศิลปะแบบบาโร๊ค (Baroque) ที่งดงามอ่อนช้อย สีสันที่ใช้ก็สดใสเห็นแล้วสบายตา บางส่วนก็จะมีส่วนผสมของศิลปะแบบโกธิค (Gothic) รวมอยู่ด้วย อาคารเก่าแก่เหล่านี้มิใช่ของเก่าตั้งแต่เริ่มแรกที่สร้างเมืองเมื่อปี 1323 ในรัชสมัยของ Grand