ไฮเดลเบิร์ก

ไฮเดลเบิร์ก เมืองเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกลางที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต เมื่อแรกที่ได้ท่องโลกมาจนถึงที่แห่งนี้ ความรู้สึกมันบอกกับตัวเองในทันทีว่า ที่นี่ช่างเป็นเมืองที่สุดแสนจะสวยงามและโรแมนติกเหลือเกิน!!! อันเนื่องมาจากความเขียวครึ้มของป่าเขาที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความสดชื่น และแฝงถึงความน่าติดตามค้นหาความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในที

ปราสาทหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าน่าเกรงขามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง ทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการผู้ปกป้องชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย การจัดวางภูมิสถาปัตย์นั้นต้องบอกว่า บรรพบุรุษที่เลือกทำเลชัยแห่งนี้ช่างมีสายตาที่ยาวไกลเสียเหลือเกิน เพราะตัวเมืองเก่ามีแม่น้ำเนกคาร์ที่เป็นเสมือนสายเลือดหลักในการหล่อเลี้ยงชุมชนไหลผ่านตลอดทั่วทั้งตัวเมือง ที่ด้านหลังกลับมีฉากของขุนเขาสูงใหญ่หนุนเป็นปราการสำคัญไม่ให้ข้าศึกศัตรูนั้นแอบลอบเข้ามาได้โดยง่าย ด้วยความสวยงาม สง่า และสงบของเมือง สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนได้ทุกครา ถึงกับมีบทกวีที่แต่งให้กับความงดงามนี้ว่า “Inc hab mein Herz in Heidelberg verloren” I lost my heart in Heidelberg หากได้มาสัมผัสซักครั้ง ก็จะเข้าใจว่าเหตุใดเนื้อร้องบทนี้จึงเป็นสิ่งที่คู่ควรกับไฮเดลเบิร์กเป็นอย่างยิ่ง

เมืองไฮเดลเบอร์กนั้นสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากมหาสงครามโลกครั้งที่สองมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ตัวปราสาท Schloss Heidelberg ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงกลับมิได้โชคดีเช่นนั้น เพราะตลอดช่วงอายุของมันที่ Prince Elector Ruprecht ที่ 3 เริ่มก่อร่างสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตำหนักที่ประทับตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่ 13 มันได้ผ่าสรภูมิการทำลายล้างมาอย่างโชกโชน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ยกทัพมาถล่มที่นี่เสียราบเป็นหน้ากลอง ความเคราะห์ร้ายยังไม่หมดสิ้น ครั้งหนึ่งปราสาทโดนฟ้าผ่าอย่างแรงจนตัวอาคารเกิดความเสียหายอย่างหนัก กษัตริย์องค์ต่อๆมาต่างก็ได้ทำการบูรณะซ่อมแซม เพิ่มเติมจนปราสาทหลังน้อย ได้กลายสภาพมาเป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่ประกอบกันขึ้นมาจากศิลปะที่ต่างกันถึงสามยุคสมัย การได้ขึ้นมาชมทิวทัศน์ที่ด้านบนของปราสาทนั้นนับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน เพราะเมื่อแรกที่ได้ยืนอยู่ที่ลานโล่งเพื่อเพ่งมองไปยังเมืองและแม่น้ำที่อยู่เบื้องล่าง ก็ทำให้เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่ก่อสร้างมันได้ว่า ปราสาทหลังนี้นอกจากจะเป็นแหล่งพักพิงที่มั่งคงแข็งแรงแล้ว หากแต่มันยังเป็นเสมือนอำนาจอันศักดิ์สิทธิที่จะปรามให้มันผู้ใดที่คิดจะท้าทายอำนาจด้วยแล้ว จะต้องคิดหนักเลยทีเดียว และที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดก็คือ ศิลปะที่มาจากต่างที่ต่างเวลา แต่กลับผสมกลมกลืนทำให้ประสาทมีความแปลกและสวยงามได้อย่างลงตัว

และเมื่อเราได้ลงมาเดินเล่นทอดน่องชมเมือง อาคารสถาปัตยกรรมยุคกลางแบบสไตล์เรอนาซองส์ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ รูปปั้น Madonna นี้สร้างโดย Peter von den Branden เมื่อปี 1718 ในภาวะที่ชาวเมืองจำนวนไม่น้อยหมดศรัทธาใน โรมันคาทอลิค แล้วพากันหันไปนับถือนิกายโปรแตสแตนท์ของ Luther แทน ฝ่ายโรมันคาทอลิคจึงพยายามอย่างหนักที่จะรณรงค์ให้คนคงศรัทธาในโรมันแคทอลิคเหมือนเดิม หนึ่งในความพยายามนั้นคือ การก่อสร้างรูปปั้นแม่พระขึ้นกลางใจเมือง

แม้ไม่ศรัทธา แต่ชาวเมืองก็ยังคงให้ความเคารพต่อรูปปั้นของพระแม่อันศักดิ์สิทธิ ด้วยศิลปะแบบบารอค จึงทำให้จัตุรัสแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใครต่อใครให้ใช้เวลาเพื่อชื่นชมพระองค์ Church of the Holy Ghost เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆนักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจ อันเนื่องมาจากความน่าเลื่อมใสศรัทธาของสถาปัตยกรรมที่งดงาม และหากเราเดินต่อไปอีกซักนิด ก็จะพบกับ Gun Park ที่แรกเริ่มเดิมทีนั้นสวนปืนแห่งนี้เดิมใช้ทำประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ แต่ Prince Elector Friedrich ที่ 5 เปลี่ยนให้เป็นสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ให้แก่เจ้าหญิงอังกฤษของพระองค์ คือ Princess Elisabeth Struart และในปัจจุบัน ภาพที่เราจะได้พบเจอก็คือ คู่รักวัยรุ่น ครอบครัวที่แสนอบอุ่น คนเฒ่าคนแก่ บ้างก็เดินจูงมือกันเดินเล่น บ้างก็นอนอ่านหนังสือบนพรมหญ้าหนานุ่นเขียวขจี บ้างก็เก็บภาพถ่ายไว้เป็นที่ระลึก มันเป็นมุมที่สุดแสนจะน่ารักและโรแมนติกทีเดียว

ใครจะไปเชื่อว่าเมืองเล็กๆที่ซ่อนตัวเองอยู่ในขุนเขาและสายน้ำอย่างไฮเดลเบิร์ก จะมีมนต์เสน่ห์ที่จะสะกดให้ผู้ที่มีโอกาสมาพบเห็นนั้นต้องตกหลุมหลังและประทับใจในภาพอันแสนจะสวยงามและโรแมนติกดังเช่นบทเพลงที่กล่าวไว้ว่า I lost my heart in Heidelberg…